ดื่มน้ำอย่างไรให้มีประโยชน์
Share: facebook_share line_share twitter_share messenger_share

ดื่มน้ำอย่างไรให้มีประโยชน์


     น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย คุณควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้วต่อวันหรือในปริมาณ 1.2 ลิตร หรือ 1,200 มิลลิลิตร แต่ในปริมาณที่แพทย์แนะนำเพื่อสุขภาพที่ดี คือ 2 ลิตรต่อวันหรือในปริมาณ 2,000 มิลลิลิตร โดยการรวมถึงน้ำที่มาจากอาหารที่คุณรับประทานในแต่ละวัน ดื่มน้ำอย่างไรให้มีประโยชน์มีดังนี้

 

     สิ่งที่สามารถชี้วัดได้คือ “สีของปัสสาวะ” ถ้าคุณดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน น้ำปัสสาวะของคุณก็จะมีสีเหลืองอ่อน แต่ถ้าปัสสาวะของคุณสีเหลืองเข้มแสดงว่าคุณดื่มน้ำน้อยเกินไป อาการเหนื่อยล้า ปวดศีรษะและไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงานก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือนคุณได้เช่นกันว่าร่างกายกำลังอยู่ในภาวะเริ่มขาดน้ำ ถ้าหากว่าคุณพกกระบอกน้ำติดตัวไว้เสมอจะทำให้คุณดื่มน้ำเพียงพอกับร่างกาย ในขณะเดียวกันนั้นถ้าคุณดื่มน้ำมากเกินไปก็ต้องระวังด้วยเช่นกันเพราะอาจจะทำให้คุณเกิดภาวะน้ำเป็นพิษได้ ซึ่งจะทำให้เกลือโซเดียมในเลือดต่ำกว่าระดับปกติส่งผลให้มีน้ำส่วนเกินค้างอยู่ในร่างกายเกินกว่าที่ร่างกายจะขับออก

 

อันตรายจากการดื่มน้ำมากเกินไป

การรับประทานอะไรที่มากเกินไปมักส่งผลเสียต่อร่างกายอยู่แล้ว การเกิดอาหารน้ำเป็นพิษหลังจกพยายามดื่มน้ำในปริมาณที่มากเกินไปในเวลาอันรวดเร็วจะทำให้เกิดอาการชักกระตุก พูดจาสับสน อาเจียนและอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้เพราะร่างกายเกิดภาวะโซเดียมในร่างกายต่ำ การดื่มน้ำมากเกินไปทำให้ส่งผลเสียถึงไตที่พยายามจะขับน้ำส่วนเกินออกไตจึงทำงานหนักมากเพราะต้องรีบขับน้ำส่วนเกินออกเพื่อที่จะรักษาสมดุลให้กับร่างกาย เพราะถ้าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับไตจะยิ่งทำให้ร่างกายคุณนั้นอันตรายกว่าเดิม

 

ดื่มน้ำอย่างไรให้มีประโยชน์

การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วเหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ปริมาณน้ำที่คุณควรดื่มแต่ละคนอยู่ที่รูปร่าง น้ำหนัก สุขภาพและกิจกรรมของแต่ละคนในแต่ละวัน การ สังเกตสีและกลิ่นของปัสสาวะจึงสำคัญ ถ้าสีปัสสาวะเข้มและกลิ่นฉุนแปลว่าคุณดื่มน้ำน้อยเกินไป แต่จำนวนในการปัสสาวะก็สำคัญมากๆเช่นกัน ปกติคนเราควรปัสสาวะทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง ถ้าใน 1 วันคุณปัสสาวะน้อยกว่า 3-4 ครั้งก็แสดงให้เห็นได้ว่าคุณดื่มน้ำน้อย ซึ่งจะทำให้ส่งผลอันตราต่อกระเพาะปัสสาวะและส่วนต่างๆของร่างกาย การดื่มน้ำดื่มอัลคาไลน์ (alkaline water) มีโมเลกุลขนาดเล็กทำให้สามารถละลายแร่ธาตุที่มีประโยชน์ออกจากอาหารได้ดีขึ้นและสามารถซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังการออกกำลังกายซึ่งจะช่วยเติมน้ำที่ขาดหายไปได้อย่างรวดเร็ว กำจัดความอ่อนเพลียเมื่อยล้า เพราะแร่ธาตุที่มีประโยชน์มากมาย เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และโปตัสเซียมจะซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกายได้รวดเร็วและช่วยปรับสมดุลกรด-ด่างในร่างกายน้ำดื่มอัลคาไลน์ (alkaline water) มีค่า ORP ลบสูง (OXIDATION REDUCTION POTENTIAL) ช่วยสร้างสมดุลในร่างกาย กำจัดของเสียประเภทกรดออกจากร่างกายและยังช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคหลายชนิด ได้แก่
- สภาวะกรดเป็นพิษในเลือด (Acidosis)
- โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)
- โรคหัวใจ
- โรคมะเร็ง
- ลดกรดในกระเพาะอาหาร, ท้องอืด, กรดไหลย้อน
- ชะลอความเสื่อม (Anti-aging)
- ลดไขมัน (คอเรสเตอรอล) ในเลือด ฯลฯ

 

เคล็ดลับในการดื่มน้ำ

1. ดื่มน้ำอัลคาไลน์ (alkaline water) 1 แก้วหลังตื่นนอนตอนเช้า เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายให้เริ่มทำงานได้อย่างเป็นปกติ
2. ดื่มน้ำน้ำอัลคาไลน์ (alkaline water)  1 แก้วหลังอาบน้ำ ช่วยลดความดันโลหิตได้
3. ดื่มน้ำน้ำอัลคาไลน์ (alkaline water)  1 แก้ว ก่อนมื้ออาหารราว 30 นาที ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น
4. ดื่มน้ำน้ำอัลคาไลน์ (alkaline water)  1 แก้ว หลังมื้ออาหาร ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดียิ่งขึ้น
5. ดื่มน้ำน้ำอัลคาไลน์ (alkaline water)  1 แก้วก่อนนอน ช่วยเพิ่มน้ำให้กับร่างกายก่อนการพักผ่อนอย่างยาวนานหลายชั่วโมงโดยไม่ได้ดื่มน้ำเลย แต่มาควรดื่มน้ำมากกว่า 1 แก้ว เพราะจะทำให้ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะกลางดึกรบกวนการพักผ่อนยามค่ำคืน
6. ระหว่างวัน ควรค่อย ๆ จิบน้ำทีละนิด ทีละอึก ไม่ควรดื่มน้ำมาก ๆ ในครั้งเดียว เพราะเสี่ยงภาวะน้ำเป็นพิษ และเสี่ยงไตทำงานหนักมากเกินไป
7. หมั่นสังเกต สีและกลิ่นของปัสสาวะของตัวเองให้เป็นสีเหลืองอ่อนเกือบใส และไม่มีกลิ่นฉุนจนเกินไปเป็นประจำ
8. แม้ว่าดื่มเครื่องดื่มต่าง ๆ มากมายในแต่ละวัน แต่อย่างไรก็อย่าลืมว่าน้ำเปล่า หรือน้ำด่างเป็นน้ำที่เราควรดื่มมากที่สุด

 

สุขภาพที่ดี เริ่มได้ที่ตัวคุณ ด้วยความปรารถนาดีจาก   น้ำดื่มอัลคาไลน์ (น้ำด่าง) ตราแมนเนเจอร์ (Alkaline Water pH8.5+ By ManNature)

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

 


Tag :